จะดำรงชีวิตแบบสายกลางอย่างไร จึงจะป้องกันและรักษาสุขภาพให้ดีได้ตลอดไป "สายกลาง" เมื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์ อาจจะหมายถึง "ความพอดี" หรือ "ความพอเหมาะ" ความพอดีสำหรับสุขภาพ หมายถึง สุขภาพที่อยู่ในสมดุลย์ เช่น ไม่อ้วนเกินไป ไม่ผอมเกินไป หรือระบบหลอดเลือดและหัวใจแข็งแรงพอประมาณ พร้อมๆกับการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อ กระดูก มีไม่มากนัก ไม่ใช่การออกกำลังกายมากเกินไปจนหัวใจแข็งแรงมาก แต่การออกกำลังกายมากเกินไปแบบนี้ จะทำให้เอ็น ข้อ เสื่อมหมด จึงอยู่ในสภาพไม่สมดุลย์ คือ อายุยืนยาว แต่อยู่อย่างทรมาน เดินเหินลำบาก ไม่นับว่าเป็นการดำรงชีวิตแบบสายกลางพอดีพอเหมาะ
สมดุลย์ของร่างกายคืออะไร ทางการแพทย์ยึดถือน้ำหนักตัวมาตรฐาน เมื่อเทียบกับความสูงของร่างกาย ฉะนั้นจึงต้องคิดออกมาเป็นตัวเลขค่าเปรียบเทียบ เรียกว่า Body Mass Index (BMI) ฉะนั้น
สมดุลย์ของร่างกายก็คือ BMI นั่นเอง
BMI = น้ำหนัก (กก.)/ส่วนสูง
2(เมตร)
ตัวอย่างเช่น น้ำหนัก 65 กิโลกรัม ส่วนสูง 175 เซนติเมตร
BMI = 65/(1.75)
2 = 21.22
ค่าBMIปกติ ผู้ชาย = 20-24
ผู้หญิง = 19-23
เช่น ถ้าในผู้ชาย ถ้า BMI มีค่า
< 20 แสดงว่า ความสมบูรณ์น้อยไป = ผอม
> 24 แสดงว่า ความสมบูรณ์มากไป = อ้วน
> 30 แสดงว่า เป็นโรคอ้วน จำเป็นต้องรับการรักษา
ทำอย่างไรจึงจะทราบว่าเราอยู่ในสมดุลย์หรือไม่ สมมุติว่าคุณอยู่ในสมดุลย์แล้ว คือมี BMI อยู่ระหว่าง 20-24ในผู้ชาย หรือ 19-23 ในผู้หญิง ทุกวันตื่นตอนเช้า เข้าห้องน้ำ ถ่ายทุกข์ ชำระร่างกายเสียก่อน แล้วชั่งน้ำหนักตัวทุกๆเช้า โดยไม่ต้องใส่เสื้อผ้า จะทำให้เราทราบว่า สภาพร่างกายของเราในวันนี้เป็นอย่างไร เช่น เราอยู่ในสมดุลย์ที่น้ำหนักตัว 68 กิโลกรัม ถ้าเช้าวันไหนเราชั่งน้ำหนักแล้วเกิน 68 กิโลกรัม แสดงว่า เมื่อวานนี้เรารับประทานมากกว่าใช้พลังงานไป ฉะนั้น ต้องรับประทานน้อยหน่อย และออกกำลังกายให้มากขึ้นอีกหน่อย หรือถ้าชั่งน้ำหนักแล้วน้อยกว่า 68 กิโลกรัม วันนี้สามารถรับประทานได้มากกว่าธรรมดา เป็นต้น เพราะฉะนั้นการชั่งน้ำหนักตัวทุกเช้า จึงเป็นตัวกำหนดการรับประทานในแต่ละวัน และช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัวอย่างดีที่สุด
จงจำไว้ว่า "ให้ปรับน้ำหนักตัวทุกวัน ไม่ใช่ทุกอาทิตย์ หรือทุกเดือน" จ้า
สายกลางเพื่อสุขภาพทำได้อย่างไร ในทางปฏิบัติ ทำได้ 2 ทาง คือ
1. สายกลางในการรับประทานอาหาร (input)
2. สายกลางในการออกกำลังกาย (output)
แล้วจะทำยังไงล่ะ โปรดติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ